วันพุธที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2563

 

พันธุ์ปลูกทุเรียนของประเทศไทย

พันธุ์ปลูกทุเรียนของประเทศไทยจำแนกเป็นหมวดหมู่ได้ดังนี้

กลุ่มกบ

มีลักษณะรูปทรงใบเป็นแบบรูปไข่ขอบขนาน (oval-oblong) ลักษณะปลายใบเป็นแบบแหลมโค้ง (acuminate-curve) ลักษณะฐานใบเป็นแบบกลมมน (rounded-obtuse) และลักษณะทรงผลของกลุ่มกบนี้จะกระจายอยู่ใน ๓ ลักษณะคือกลม (rounded) กลมรี (oval) กลมแป้น (oblate) รูปร่างของหนามผลมีลักษณะโค้งงอ (hooked)


รายชื่อทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ที่จำแนกให้อยู่ในกลุ่มกบ มี ๔๖ พันธุ์ ได้แก่

๑. กบแม่เฒ่า๒. กบเล็บเหยี่ยว
๓. กบตาขำ๔. กบพิกุล
๕. กบวัดกล้วย๖. กบชายน้ำ
๗. กบสาวน้อย (กบก้านสั้น)๘. กบสุวรรณ
๙. กบเจ้าคุณ๑๐. กบตาท้วม (กบดำ)
๑๑. กบตาปุ่น๑๒. กบหน้าศาล
๑๓. กบจำปา (กบแข้งสิงห์)๑๔. กบเบา
๑๕. กบรัศมี๑๖. กบตาโห้
๑๗. กบตาแจ่ม๑๘. กบทองคำ
๑๙. กบสีนาค๒๐. กบทองก้อน
๒๑. กบไว๒๒. กบงู
๒๓. กบตาเฒ่า๒๔. กบชมพู
๒๕. กบพลเทพ๒๖. กบพวง
๒๗. กบวัดเพลง๒๘. กบก้านเหลือง
๒๙. กบตานวล๓๐. กบตามาก
๓๑. กบทองเพ็ง๓๒. กบราชเนตร
๓๓. กบแก้ว๓๔. กบตานุช
๓๕. กบตามิตร๓๖. กลีบสมุทร
๓๗. กบตาแม้น๓๘. การะเกด
๓๙. กบซ่อนกลิ่น๔๐. กบตาเป็น
๔๑. กบทองดี๔๒. กบธีระ
๔๓. กบมังกร๔๔. กบลำเจียก
๔๕. กบหลังวิหาร ๔๖. กบหัวล้าน

กลุ่มลวง 

มีลักษณะรูปทรงใบ ป้อมกลางใบ (elliptical) ลักษณะปลายใบเรียวแหลม (acuminate-acute) ลักษณะฐานใบแหลม (acute) และมน (obtuse) ลักษณะทรงผลกระจายอยู่ใน ๒ ลักษณะ คือ ทรงกระบอก (cylindroidal) และรูปรี (elliptic) รูปร่างของหนามผลมีลักษณะเว้า (concave)


รายชื่อทุเรียนพันธุ์ต่างๆที่จำแนกให้อยู่ ในกลุ่มลวงมี ๑๒ พันธุ์ ได้แก่

๑. ลวง๒. ลวงทอง
๓. ลวงมะรุม๔. ชะนี
๕. ชะนีกิ่งม้วน๖. ชมพูศรี
๗. ย่ำมะหวาด๘. สายหยุด
๙. ชะนีก้านยาว๑๐. ชะนีน้ำตาลทราย
๑๑. มดแดง๑๒. สีเทา

กลุ่มก้านยาว

มีลักษณะรูปทรงใบแบบป้อมปลายใบ (obovate-lanceolate) ลักษณะปลายใบเรียวแหลม (acuminate) ลักษณะฐานใบเรียว (caunate acute) ลักษณะทรงผลเป็นรูปไข่กลับ (obovate) และกลม (rounded) รูปร่างของหนามผลมีลักษณะนูน (convex)


รายชื่อทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ที่จำแนกให้อยู่ในกลุ่มก้านยาวมี ๘ พันธุ์ ได้แก่

๑. ก้านยาว๒. ก้านยาววัดสัก (เหลืองประเสริฐ)
๓. ก้านยาวสีนาค๔. ก้านยาวพวง
๕. ก้านยาวใบด่าง๖. ทองสุก
๗. ชมภูบาน๘. ต้นใหญ่
กลุ่มกำปั่น

มีลักษณะรูปทรงใบ ยาวเรียว (linear-oblong) ลักษณะปลายใบเรียวแหลม (caudate-acuminate) ลักษณะฐานใบแหลม (acute) ลักษณะทรงผลเป็นทรงขอบขนาน (oblong) รูปร่างของหนามผลมีลักษณะแหลมตรง (pointed)

รายชื่อทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ที่จำแนกให้อยู่ ในกลุ่มกำปั่นมี ๑๓ พันธุ์ ได้แก่

๑. กำปั่นเดิม (กำปั่นขาว)๒. กำปั่นเหลือง (เจ้ากรม)
๓. กำปั่นแดง๔. กำปั่นตาแพ
๕. กำปั่นพวง๖. ชายมะไฟ
๗. ปิ่นทอง๘. เม็ดในกำปั่น
๙. เห-รา๑๐. หมอนเดิม
๑๑. หมอนทอง๑๒. กำปั่นบางสีทอง
๑๓. ลุงเกตุ
กลุ่มทองย้อย

มีลักษณะรูปทรงใบแบบป้อมปลายใบ (obovate-lanceolate) ลักษณะปลายใบเรียวแหลม (acuminate) ลักษณะฐานใบมน (obtuse) ลักษณะทรงผลเป็นรูปไข่ (ovate) รูปร่างของ หนามผลมีลักษณะนูนปลายแหลม (pointed-convex)



รายชื่อทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ที่จำแนกให้อยู่ในกลุ่มทองย้อยมี ๑๔ พันธุ์ ได้แก่

๑. ทองย้อยเดิม๒. ทองย้อยฉัตร
๓. ฉัตร๔. ฉัตรสีนาค
๕. ฉัตรสีทอง๖. พวงฉัตร
๗. ทองใหม่๘. นมสวรรค์
๙. ทับทิม๑๐. ธรณีไหว
๑๑. นกหยิบ๑๒. แดงรัศมี
๑๓. อีอึ่ง๑๔. อีทุย
กลุ่มเบ็ดเตล็ด

ทุเรียนที่จัดอยู่ใน กลุ่มนี้มีลักษณะไม่แน่ชัด บางลักษณะอาจเหมือนกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งใน ๕ กลุ่มแรก ขณะเดียวกันก็มีลักษณะที่ผันแปรออกไป เช่น ลักษณะรูปทรงใบ จะมีลักษณะป้อมกลางใบ (elliptical) หรือรูปไข่ขอบขนาน (oval-oblong) ลักษณะปลายใบเรียวแหลม (acuminate-acute หรือ cuspidate-acuminate) ลักษณะฐานใบแหลม (acute) หรือมน (obtuse) ลักษณะทรงผลกระจายกันอยู่ใน ๓ ลักษณะ คือ กลมแป้น (oblate) กลมรี (oval) และทรงกระบอก (cylindroidal) รูปร่างของหนามผลมีลักษณะเว้าปลายแหลม (pointed-concave) หรือนูนปลายแหลม (pointed-convex)



รายชื่อทุเรียนพันธุ์ต่างๆที่จำแนกให้อยู่ในกลุ่มเบ็ดเตล็ดมี ๘๑ พันธุ์ ได้แก่

๑. กะเทยเนื้อขาว๒. กะเทยเนื้อแดง
๓. กะเทยเนื้อเหลือง๔. กระดุมทอง
๕. กระดุมสีนาค๖. กระโปรงทอง
๗. กระปุกทอง (กระปุกทองดี)๘. ก้อนทอง
๙. เขียวตำลึง๑๐. ขุนทอง
๑๑. จอกลอย๑๒. ชายมังคุด
๑๓. แดงช่างเขียน๑๔. แดงตาน้อย
๑๕. แดงตาเผื่อน๑๖. แดงสาวน้อย
๑๗. ดาวกระจาย๑๘. ตะพาบน้ำ
๑๙. ตะโก (ทองแดง)๒๐. ตุ้มทอง
๒๑. ทศพิณ๒๒. ทองคำตาพรวด
๒๓. ทองม้วน๒๔. ทองคำ
๒๕. นกกระจิบ๒๖. บาตรทองคำ (อีบาตร)
๒๗. บางขุนนนท์๒๘. เป็ดถบ
๒๙. ฝอยทอง๓๐. พวงมาลัย
๓๑. พวงมณี๓๒. เม็ดในยายปราง
๓๓. เม็ดในบางขุนนนท์๓๔. ยินดี
๓๕. ลำเจียก๓๖. สีทอง
๓๗. สีไพร๓๘. สาวชมเห็ด
๓๙. สาวชมฟักทอง (ฟักทอง)๔๐. หางสิงห์
๔๑. เหรียญทอง๔๒. ไอ้เข้
๔๓. อินทรชิต๔๔. อีล่า
๔๕. อีลีบ๔๖. อียักษ์
๔๗. อีหนัก๔๘. ตอสามเส้า
๔๙. ทอง นพคุณ๕๐. ทองหยอด
๕๑. ทองหยิบ๕๒. นมสด
๕๓. เนื้อหนา๕๔.โบราณ
๕๕. ฟักข้าว๕๖. พื้นเมืองเกาะช้าง
๕๗. มะนาว๕๘. เม็ดในกระดุม
๕๙. เม็ดในก้านยาว๖๐. เม็ดในลวง
๖๑. เมล็ดพงษ์พันธุ์๖๒. เมล็ดเผียน
๖๓. เมล็ดลับแล๖๔. เมล็ดสม
๖๕. เมล็ดอารีย์๖๖. ย่ามแม่วาด
๖๗. ลวงเพาะเมล็ด๖๘. ลุงไหล
๖๙. ลูกหนัก๗๐. สาเก
๗๑. สาวใหญ่๗๒. หมอนข้าง
๗๓. หมอนละอองฟ้า๗๔. หลงลับแล
๗๕. ห้าลูกไม่ถึงผัว๗๖. เหมราช
๗๗. เหลืองทอง๗๘. อีงอน
๗๙. ไอ้เม่น๘๐. ไอ้ใหม่
๘๑. กะเทยขั้วสั้น

ลักษณะเด่นและด้อยของทุเรียนสามพันธุ์ในตลาด

 ลักษณะเด่นและด้อยของทุเรียน

พันธุ์หมอนทอง


ลักษณะเด่น
ลักษณะด้อย
๑. เนื้อมาก (อัตราส่วนเนื้อ/ผล)๑. การสุกไม่สม่ำเสมอในผลเดียวกัน
๒. เมล็ดลีบ๒. เนื้อหยาบ
๓. กลิ่นอ่อน๓. เนื้อสีเหลืองอ่อน
๔. งอมแล้วเนื้อไม่แฉะ๔. ไม่ทนทานต่อโรคโคนเน่า รากเน่า
๕. การติดผลมาก 
๖. คุณภาพเนื้อเหมาะสำหรับ แปรรูป เช่น กวน แช่แข็ง 
๗. อาการแกน เต่าเผา หรือไส้ซึมน้อย 

พันธุ์ชะนี
ลักษณะเด่น
ลักษณะด้อย
๑. เนื้อสีเหลืองเข้ม๑. อาการแกน เต่าเผา หรือไส้ซึมพบมาก
๒. เนื้อละเอียดเหนียว๒. การติดผลไม่ดี
๓. การสุกของเนื้อในผลเดียว กัน สม่ำเสมอ๓. งอมแล้วเนื้อแฉะ กลิ่นฉุน
๔. ทนทานต่อโรคโคนเน่า รากเน่า๔. เนื้อมีเส้นใยมาก
 ๕. คุณภาพเนื้อ ไม่เหมาะที่จะใช้สำหรับแปรรูป เช่น กวน แช่แข็ง

พันธุ์ก้านยาว
ลักษณะเด่น
ลักษณะด้อย
๑. เนื้อละเอียดเหนียว๑. อาการไส้ซึมมาก เต่าเผาปาน กลาง
๒. เส้นใยของเนื้อน้อย๒. หากไว้ผลมาก คุณภาพของผลจะไม่ดี และมีอาการกิ่งแห้งตาย
๓. ติดผลดี๓. เมล็ดมีขนาดใหญ่ และมีจำนวนมาก
๔. สภาพเนื้อเมื่อสุก คงรูปน่ารับประทาน๔. ไม่ทนทานต่อโรคโคนเน่า รากเน่า
๕. งอมแล้วเนื้อไม่แฉะ 
๖. สีเนื้อสม่ำเสมอ 
๗. อาการแกนมีน้อย 

ฤดูการผลิตทุเรียนของประเทศไทย

 ฤดูการผลิตทุเรียนของประเทศไทย

ในอดีต ประเทศไทยสามารถผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดได้ประมาณ ๔ เดือนต่อปี เริ่มจากเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน ซึ่งเป็นผลผลิตที่ผลิตได้ในภาคตะวันออก แล้วต่อช่วงฤดูการผลิตโดยผลผลิตจากภาคใต้ ระหว่างเดือนกรกฎาคม - สิงหาคม ปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตทุเรียนออกสู่ตลาดได้ประมาณ ๙ เดือนต่อปี เริ่มจากเดือนกุมภาพันธ์ - ตุลาคม โดยแบ่งเป็นผลผลิตจากพื้นที่ต่างๆ ดังนี้


  • ทุเรียนก่อนฤดูในพื้นที่จังหวัดระยอง และจันทบุรี เกษตรกรประสบความสำเร็จ ในการผลิตทุเรียนก่อนฤดูในเชิงการค้า โดยใช้สารแพกโคลบิวทราโซล เร่งให้ทุเรียนออกดอกได้ ในเดือนสิงหาคม และสามารถเก็บเกี่ยวได้ ในเดือนกุมภาพันธ์ นอกจากนี้ ยังทำให้มีผลผลิต ออกสู่ตลาดในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - เมษายน ก่อนที่ผลผลิตตามฤดูกาลปกติ จะออกสู่ตลาด ในเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน
  • ทุเรียนล่าในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี และชุมพร เกษตรกรในเขตอำเภอโป่งน้ำร้อน ประสบความสำเร็จในการผลิตทุเรียนล่า และมีผลผลิตออกสู่ตลาดในเดือนกรกฎาคม -สิงหาคมได้ เช่นกันกับเกษตรกรในจังหวัดชุมพรสามารถผลิตทุเรียนล่าออกสู่ตลาดได้ ในเดือนกันยายน - ตุลาคม
  • ทุเรียนทวาย เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนทวาย สามารถทยอยตัดผลผลิตสู่ตลาดได้ตลอดทั้งปี โดยพิจารณาจากภาวะการตลาด เช่น เทศกาลต่างๆ และพยายามหลีกเลี่ยงการผลิต มิให้ผลผลิตออกมาในช่วงที่เป็นฤดูการผลิตปกติระหว่างเดือนพฤษภาคม - สิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาผลิตผลทุเรียนตกต่ำ
๑. การผลิตทุเรียนก่อนฤดู



การผลิตทุเรียนก่อนฤดู ทำได้โดยการฉีดพ่นต้นทุเรียน ด้วยสารแพกโคลบิวทราโซล ความเข้มข้น ๑,๐๐๐ - ๑,๕๐๐ ส่วนต่อล้านส่วน ความเข้มข้นของสารที่ใช้ขึ้นอยู่กับสภาพความพร้อมของต้นทุเรียน ถ้าต้นมีความสมบูรณ์มาก ซึ่งจะสังเกตได้จากใบแก่มีขนาดใบใหญ่ สีเขียวเข้มเป็นมัน มีการแตกใบอ่อนมากหลายชั้นใบในช่วงที่ผ่านมา ความยาวข้อระหว่างใบแต่ละชั้นมาก ให้ฉีดพ่นด้วยความเข้มข้นสูง ในการฉีดพ่นต้องใช้สารจับใบทุกครั้ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารแพกโคลบิวทราโซลของพืชให้ดีขึ้น

๒. การผลิตทุเรียนล่า

การผลิตทุเรียนล่า คือ การควบคุมให้ผลทุเรียนสุกแก่เก็บเกี่ยวได้ในช่วงปลายฤดู การผลิต เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาราคาผลิตผลตกต่ำ ในช่วงที่ผลผลิตทุเรียนโดยทั่วไปจะออกมาชุก ในระหว่างเดือนพฤษภาคม - มิถุนายน (ภาคตะวันออก) หรือระหว่างเดือน กรกฎาคม - สิงหาคม (ภาคใต้) วิธีการผลิตทุเรียนล่าอาจกระทำได้โดย

(ก) ยืดเวลาสุกแก่ของผลที่เกิดจากดอกที่ออกตามฤดูปกติ

(ข) โดยการทำลายดอกรุ่นแรก ด้วยการเด็ดดอกทิ้ง หรือใช้สารเคมี แล้วรักษาดอกรุ่นที่ ๒ หรือรุ่นที่ ๓ ที่ออกตามมาในระยะหลัง

(ค) เลื่อนการออกดอกรุ่นแรกให้ล่ากว่าปกติ โดยวิธีการให้น้ำและปุ๋ยแก่ต้นทุเรียน ในขณะที่สภาพภูมิอากาศเริ่มแล้ง พร้อมจะชักนำการออกดอกตามฤดูกาลปกติ หรืออาจใช้สารควบคุมการเจริญเติบโตพืช

๓. การผลิตทุเรียนทวาย

ทุเรียนทวาย คือ ทุเรียนที่ทยอยสุกแก่ออกสู่ตลาดตลอดทั้งปี ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนทวาย โดยใช้หลักการดังนี้

๑) ราดสารแพกโคลบิวทราโซลลงดิน ในอัตรา ๒๐ - ๘๐ กรัม/ต้น ทุเรียนจะทยอยออกดอก ตามกิ่งประเภทต่างๆ ทั้งปี

๒) เลือกกิ่ง เพื่อใช้ในการติดผลตามสภาพความพร้อมของต้น และสภาพความพร้อมของกิ่งประเภทต่างๆ

๓) จัดการปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย น้ำ การอารักขาพืช การผสมเกสร และการตัดแต่งดอก ผล ฯลฯ ตามขั้นตอนของเทคโนโลยีการผลิตทุเรียนให้สอดคล้องกับสภาพต้น และความพร้อมด้านต่างๆ ของแต่ละกิ่ง

๔) จากการใช้สารแพกโคลบิวทราโซลราดดิน ต้นทุเรียนจะมีสภาพใบเล็กและข้อสั้นตลอดเวลา ซึ่งสภาพดังกล่าวสามารถฟื้นฟูให้ดีขึ้นได้โดยการฉีดพ่นสารที่มีส่วนประกอบของไซโตไคนิน (Cytokinin) อยู่ด้วย ๒ - ๓ ครั้ง รวมทั้งการจัดการปัจจัยการผลิตด้านต่างๆควบคู่ไปด้วย เช่น การตัดแต่งกิ่ง การใส่ปุ๋ย การให้น้ำ และการอารักขาพืชด้านโรคและแมลง

การเลือกและตัดทุเรียนแก่




 ทุเรียนแก่

เราทราบได้ว่าทุเรียนแก่ โดยดูจาก

๑. สังเกตก้านผล ก้านผลจะแข็งและมีสีเข้มขึ้น เมื่อลูบจะรู้สึกสากมือ เมื่อจับก้านผลแล้วแกว่งผลทุเรียน จะรู้สึกว่า ก้านผลทุเรียนมีสปริงมากขึ้น ก้านผลบริเวณปากปลิงจะบวมโต เห็นรอยต่อชัดเจน
๒. สังเกตหนาม ปลายหนามแห้ง มีสีน้ำตาลเข้ม เปราะและหักง่าย ดังนั้น เมื่อมองจากด้านบนของผล จะเห็นหนามเป็นสีเข้ม หนามมีลักษณะกว้างออก ร่องหนามห่าง เวลาบีบปลายหนามเข้าหากันจะรู้สึกว่า มีสปริง
๓. สังเกตรอยแยกระหว่างพู ผลทุเรียนที่แก่จัด จะสังเกตเห็นรอยแยกบนพูได้อย่างชัดเจน ยกเว้นบางพันธุ์ที่ปรากฏไม่เด่นชัด เช่น พันธุ์ก้านยาว


๔. การชิมปลิง ผลทุเรียนที่แก่จัด เมื่อตัดขั้วผลหรือปลิงออก จะพบน้ำใส ซึ่งไม่ข้นเหนียว เหมือนในทุเรียนอ่อน และเมื่อใช้ลิ้นแตะชิมดูจะมีรสหวาน
๕. การเคาะเปลือก หรือกรีดหนาม เมื่อเคาะเปลือกผลทุเรียนที่แก่จัด จะมีเสียงดังหลวมๆ เนื่องจากมีช่องว่างระหว่างเปลือกและเนื้อภายในผล เสียงหนักหรือเบาแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับพันธุ์และอายุของต้นทุเรียน
๖. การปล่อยให้ทุเรียนร่วง ปกติดอกทุเรียนแต่ละรุ่นในแต่ละต้น จะบานไม่พร้อมกัน และมีช่วงต่างกันไม่เกิน ๑๐ วัน ดังนั้น เมื่อมีผลทุเรียนในต้นเริ่มแก่ สุก และร่วง ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ผลทุเรียนที่เหลือ ในรุ่นนั้นแก่แล้ว สามารถเก็บเกี่ยวได้
๗. การนับอายุ โดยนับอายุผลเป็นจำนวนวันหลังดอกบาน เช่น พันธุ์ชะนี ใช้เวลา ๑๐๐ - ๑๐๕ วัน พันธุ์หมอนทองใช้เวลา ๑๒๕ - ๑๓๐ วัน การนับวันหรืออายุของผล จะแตกต่างกันเล็กน้อยในแต่ละปี และในแต่ละท้องถิ่น ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศ เช่น ถ้าปีใดมีอุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ผลทุเรียนจะแก่เร็วกว่าปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า

การจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต

 การจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต 


หลักการสำคัญคือ การจัดการให้ผลอ่อนมีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการชะงัก หรือชะลอการพัฒนา อันเนื่องมาจากสาเหตุต่างๆ เช่น การส่งธาตุอาหารในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรตจากแหล่งผลิตในต้น ไปเลี้ยงผลอ่อนไม่เพียงพอ การขาดน้ำ หรือสาเหตุอื่นๆ โดยใช้วิธีการดังต่อไปนี้

๑. การตัดแต่งผล



ต้องทำอย่างน้อย ๓ ครั้ง เริ่มจากตัดแต่งผลอ่อนที่มีรูปทรงบิดเบี้ยว ขนาดเล็ก หรือต่างรุ่นออก เหลือแต่ผลอ่อน ที่มีลักษณะรูปทรงสมบูรณ์ ขั้วผลใหญ่ การตัดแต่งผลอ่อนครั้งแรก ต้องทำให้เสร็จภายในสัปดาห์ที่ ๔ หลังดอกบาน โดยปริมาณผลที่เก็บไว้ ควรมีมากกว่าจำนวนผลที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวได้ประมาณร้อยละ ๒๐

๒. การใส่ปุ๋ย

ใส่ปุ๋ยให้เหมาะสมสอดคล้องกับช่วงพัฒนาการของผล จะช่วยเพิ่มผลผลิต และเพิ่มคุณภาพได้ ช่วงแรกใส่ปุ๋ยสูตร ๑๒-๑๒-๑๗+๒ เมื่อผลอ่อนมีอายุระหว่าง ๕ - ๖ สัปดาห์ หลังดอกบาน และใส่ปุ๋ยสูตร ๐-๐-๕๐ เมื่อผลอ่อนมีอายุระหว่าง ๗ - ๘ สัปดาห์ หลังดอกบาน การใส่ ปุ๋ยทั้ง ๒ สูตรในช่วงที่กำหนดนี้ จะช่วยเพิ่มขนาดผลเนื้อมีการพัฒนาได้ดี และสุกแก่ (เข้าสี) ได้เร็วขึ้น

๓. การจัดการเสริมด้วยปุ๋ย “สูตรทางด่วน”

ช่วยให้ผลอ่อนของทุเรียนเจริญเติบโตดี ผลแก่เร็ว มีคุณภาพสูง ควรฉีด “สูตรทางด่วน” ติดต่อกันทุกสัปดาห์จำนวน ๕ ครั้ง เริ่มตั้งแต่ผลทุเรียนมีอายุ ๕ สัปดาห์หลังดอกบานเป็นต้นไป

๔. การป้องกันการแตกใบอ่อน

การป้องกันไม่ให้ทุเรียนแตกใบอ่อน ในระหว่างพัฒนาการของผลอ่อนเป็นสิ่งจำเป็น เพราะหากมีการแตกใบอ่อนในช่วงนี้ ผลอ่อนจะไม่สามารถแข่งขัน เพื่อแย่งอาหารสะสมกับใบอ่อนได้ ผลอ่อนที่กำลังพัฒนาก็จะหยุดชะงัก และเกิดผลกระทบในด้านคุณภาพของผลติดตามมา

๕. การโยงผลทุเรียน

วิธีการโยงผลทุเรียนที่ถูกต้อง สามารถลดการร่วงของผล และกิ่งหัก หรือกิ่งฉีก เนื่องจากลมแรงได้ การโยงผลทุเรียนต้องผูกเชือกโยงกับกิ่งทุเรียน ให้เลยตำแหน่งเชื่อมต่อระหว่าง ขั้วผลกับกิ่ง ไปทางด้านปลายยอดของกิ่ง โดยพยายามสอดดึงเชือก โยงเหนือกิ่ง ทำมุมกว้าง ในแนวขนานกับกิ่งนั้น แล้วดึงปลายเชือก ผูกรั้งกับต้นให้ตึงพอประมาณ สังเกตได้จากกิ่งนั้น ยกระดับสูงขึ้นเล็กน้อย และสามารถเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างเป็นอิสระ เชือกโยงกิ่ง หรือผลทุเรียน ต้องเป็นวัสดุ ที่ทนทานต่อแรงดึงค่อนข้างสูง ควรใช้เชือกโยงหลายสี ในกรณีที่มีผลทุเรียนหลายรุ่น ในต้นเดียวกัน

๖. การป้องกันกำจัดโรคและแมลง

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง ในระหว่างที่ผลอ่อนกำลังพัฒนาเป็นสิ่งจำเป็น หากละเลย จะทำให้ปริมาณผลผลิต และคุณภาพของผลทุเรียนลดลง โรคและแมลงที่สำคัญ ได้แก่ โรคผลเน่า หนอนเจาะผล ไรแดง เพลี้ยไฟ เพลี้ยแป้ง และเพลี้ยหอย

การจัดการเพื่อส่งเสริมการออกดอกและติดผล

 การจัดการเพื่อส่งเสริมการออกดอกและติดผล


๑. การจัดการเพื่อส่งเสริมการออกดอก

ต้นทุเรียนที่สมบูรณ์ และมีสภาพความพร้อมดีมาก เมื่อผ่านช่วงฝนแล้งที่ต่อเนื่องนานเกิน ๑๐ วัน ต้นทุเรียนจะออกดอกในปริมาณมาก และเป็นดอกรุ่นเดียวกัน ซึ่งจะสะดวกและง่ายต่อการจัดการ เพื่อให้มีการติดผล การตัดแต่งผล การไว้ผล เพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต และการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต แต่ถ้าต้นทุเรียนมีสภาพความพร้อมไม่ดีพอ ในขณะที่สภาพแวดล้อมเหมาะสม หรือต้นทุเรียนมีสภาพความพร้อมดีมาก แต่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ มีความเหมาะสมน้อย ต้นทุเรียนก็จะออกดอกในปริมาณน้อย และเป็นดอกหลายรุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต้นทุเรียนที่มีอายุมาก กิ่งมีขนาดใหญ่ ทำให้เป็นปัญหาในด้านการจัดการ จึงจำเป็นที่จะต้องมีการจัดการเสริม เพื่อช่วยกระตุ้นให้ต้นทุเรียนออกดอกในปริมาณมาก และเป็นดอกรุ่นเดียวกัน

๒. การจัดการเพื่อส่งเสริมการติดผล

การติดผลเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญ ในการกำหนดปริมาณผลผลิตต่อต้น ดังนั้น หากต้องการที่จะเพิ่มปริมาณผลผลิต จึงจำเป็นต้องมีการจัดการ เพื่อส่งเสริมการติดผล ซึ่งสามารถปฏิบัติได้ดังนี้


  • ตัดแต่งดอกให้เป็นดอกรุ่นเดียวกัน ตัดแต่งดอกรุ่น ที่มีปริมาณน้อยออก ให้เหลือดอกเพียงรุ่นเดียวในแต่ละกิ่ง หรือเป็นดอกรุ่นเดียวกันทั้งต้น ในกรณีที่ดอกมีปริมาณมาก ให้ตัดแต่ง และเหลือดอกไว้เป็นกลุ่ม กลุ่มละไม่เกิน ๒๐ ดอก แต่ละกลุ่มห่างกันพอเหมาะ ตามตำแหน่งที่คาดว่า จะไว้ผล ในกรณีที่มีดอกหลายรุ่น และแต่ละรุ่นมีปริมาณดอกจำนวนใกล้เคียงกัน ให้พิจารณาตัดแต่งให้เหลือเป็นดอกรุ่นเดียวกัน ในแต่ละกิ่ง โดยกระจายปริมาณของดอกทั่วต้น ให้เหลือจำนวนพอประมาณ การตัดแต่งดอก ควรดำเนินการ ในระยะมะเขือพวง (ประมาณ ๓๐ วัน หลังจากเกิดดอกในระยะไข่ปลา)
  •  จัดการน้ำ เพื่อช่วยการติดผล และขึ้นลูก การจัดการให้น้ำ ในปริมาณที่เหมาะสม ตามคำแนะนำในช่วงพัฒนาการต่างๆ ของดอกและผลอ่อน มีบทบาทสูง ในการช่วยลดปัญหาการหลุดร่วงของดอกและผลอ่อนได้เป็นอย่างดี และเพิ่มการติดผล และขึ้นลูกของทุเรียน โดยเริ่มตั้งแต่ดอกทุเรียน ในระยะเหยียดตีนหนูต้องให้น้ำในปริมาณสูง แต่ลดปริมาณน้ำลงประมาณร้อยละ ๔๐ ในช่วงระยะดอกขาวจนถึงระยะผลอ่อนอายุ ๑ สัปดาห์ หลังดอกบาน รักษาปริมาณความชื้นในดินให้สม่ำเสมอโดยให้น้ำครั้งละน้อยๆ แต่ให้บ่อยครั้ง และเมื่อปลายยอดเกสรตัวเมีย ที่ติดอยู่กับผลอ่อนเริ่มไหม้และแห้งเป็นสีน้ำตาลแก่ จึงเริ่มเพิ่มปริมาณน้ำที่ให้ขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงเน้นการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมื่อผลอ่อนมีอายุประมาณ ๓ สัปดาห์หลังดอกบาน และปลายยอดเกสรตัวเมีย ที่ติดอยู่กับผลอ่อน มีลักษณะแห้งเป็นสีดำ จึงเพิ่มปริมาณน้ำที่ให้มากขึ้น ตามคำแนะนำ และรักษาสภาพความชื้นในดินให้สม่ำเสมอไปจนผลอ่อนมีอายุ ๕ สัปดาห์หลังดอกบาน ในกรณีที่มีฝนตกปริมาณมาก ในช่วงเวลาใกล้ดอกบาน ให้พยายามรักษาสภาพความชื้นในดิน และความชื้นบรรยากาศ ภายใต้ทรงพุ่มให้สม่ำเสมอ โดยการให้น้ำทุกๆ วัน แต่ในปริมาณวันละไม่มากนัก กวาดเศษซากของดอกที่ร่วงออกให้หมด จากบริเวณผิวดินใต้ทรงพุ่ม เพื่อช่วยในการถ่ายเทอากาศ ตรงบริเวณผิวดินให้ดีขึ้น จะช่วยลดปัญหาการหลุดร่วงของดอกและผลอ่อนได้ในระดับหนึ่ง
  • การช่วยผสมเกสร การติดผลน้อยของทุเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในทุเรียนพันธุ์ชะนี เป็นปัญหาที่สำคัญ การช่วยผสมเกสรโดยใช้ละอองเกสรจากทุเรียนต่างพันธุ์ จึงเป็นการช่วยทำให้กระบวนการถ่ายละอองเกสร ประสบความสำเร็จ และนำไปสู่การปฏิสนธิ ปริมาณการติดผลจึงเพิ่มขึ้น ผลทุเรียนที่เกิดจากการช่วยผสมเกสร จะมีการเจริญเติบโตเร็ว รูปทรงดี พูเต็ม คุณภาพเนื้อดี สีเนื้อ และรสชาติไม่แตกต่างจากพันธุ์แม่ ปริมาณเนื้อที่รับประทานได้ต่อผลเพิ่มขึ้น
  • ฉีดพ่นด้วยสารควบคุมการเจริญเติบโต การช่วยผสมเกสรเป็นสิ่งจำเป็น การปฏิบัติต้องใช้เวลา และแรงงาน จึงจะทำให้การผสมเกสรนั้น ได้ผลดีตามต้องการ ในกรณีเกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีพื้นที่ในการปลูก
ทุเรียนตั้งแต่ ๓ - ๑๕ ไร่ การช่วยผสมเกสร สามารถปฏิบัติได้ แต่ถ้าเป็นสวนขนาดใหญ่ ก็จะมีปัญหาในด้านการปฏิบัติ จำเป็นต้องเลือกใช้วิธีการอื่น พบว่า การฉีดพ่นใบทั่วทั้งต้น ด้วยสารแพกโคลบิวทราโซล ในอัตรา ๕๐๐ ส่วนต่อล้านส่วน ในช่วงที่ดอกทุเรียนอยู่ในระยะกระดุม หรือหัวกำไล จะช่วยทำให้มีการติดผลได้ ในปริมาณสูงเช่นเดียวกับการช่วยผสมเกสร และคุณภาพของผลผลิตไม่แตกต่างกัน

การเตรียมพร้อมก่อนออกดอกทุเรียน

 การเตรียมสภาพของต้นให้พร้อมเพื่อการออกดอก


ต้นทุเรียนที่พร้อมก่อนการออกดอกคือ ต้นทุเรียน ที่ผ่านการเจริญเติบโตทางกิ่งก้านสาขา โดยมีการแตกใบอ่อนมาแล้วอย่างน้อย ๑ ชุด มีการสังเคราะห์แสง และสะสมอาหาร ในรูปของสารประกอบคาร์โบไฮเดรตเพียงพอ มีปริมาณใบมากเพียงพอ และสังเกตได้ โดยเมื่อมองจากใต้ต้นขึ้นไป จะเห็นช่องว่างระหว่างใบ ในทรงพุ่มไม่เกินร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ผิวทรงพุ่ม ใบส่วนมาก หรือทั้งหมด เป็นใบแก่ กิ่งของแต่ละยอดเริ่มแก่ ทำให้สังเกตได้ชัดเจนว่า ยอดตั้งขึ้นเกือบทุกยอด ต้นทุเรียนที่ได้รับการจัดการดี และมีสภาพพร้อมที่จะออกดอก จึงสังเกตได้จากการที่ต้นมีปริมาณใบพอเหมาะ ใบสมบูรณ์ มีสีเขียวเข้มเป็นมันและแก่ กิ่งของยอดแก่หรือยอดตั้งได้ เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการออกดอก คือ มีช่วงฝนทิ้งช่วง ๑๐ - ๑๔ วัน อุณหภูมิ และความชื้นของอากาศค่อนข้างต่ำ จะทำให้ต้นทุเรียนออกดอกได้มาก และสม่ำเสมอทั่วทั้งต้น การเตรียมสภาพความพร้อมของต้น เพื่อการออกดอกจะประสบความสำเร็จได้ดีนั้น ต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับสภาพของต้นที่เป็นอยู่ ดังนี้

     ๑. ต้นที่มีสภาพความสมบูรณ์ค่อนข้างพร้อม เป็นต้นที่มีลักษณะโครงสร้างของทรงพุ่มค่อนข้างดี ทรงพุ่มเป็นรูปฉัตร มีกิ่งที่ขนาดพอดีเป็นจำนวนมาก โดยกิ่งนั้นไม่ใหญ่เกินไป (เส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งมากกว่า ๘ นิ้ว) หรือกิ่งมีขนาดเล็กเกินไป (เส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งน้อยกว่า ๓/๔ นิ้ว) มีปริมาณใบมาก และมีใบแก่ที่สมบูรณ์ ซึ่งเป็นใบมีขนาดใหญ่ สีเขียวเข้มเป็นมัน ต้นประเภทนี้ สามารถเตรียมความพร้อมได้ง่าย โดยการตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรค และกิ่งขนาดเล็กออกไป ซึ่งมักเป็นกิ่งที่มีใบอยู่ด้านนอกของทรงพุ่ม และมีอยู่เป็นจำนวนมาก



    ๒. ต้นที่มีสภาพค่อนข้างโทรม เป็นต้นที่มีโครงสร้างของทรงพุ่มไม่ค่อยดี มีสัดส่วนของใบต่อกิ่งน้อยกว่าต้นประเภทแรก คือ มีปริมาณน้อย ใบมีขนาดค่อนข้างเล็ก สีไม่เขียวเข้ม โดยปกติต้นประเภทนี้ มักเป็นต้นที่มีอายุค่อนข้างมาก (มากกว่า ๑๕ ปี) การใส่ปุ๋ย ให้น้ำ หรือการจัดการด้านอารักขาพืช ในฤดูการผลิตที่ผ่านมาไม่เหมาะสม และมีการไว้ผลมาก จนต้นมีสภาพค่อนข้างทรุดโทรม เกิดผลกระทบต่อระบบราก ทำให้ระบบรากไม่สมบูรณ์ การจัดการ เพื่อเตรียมสภาพความพร้อมของต้น จึงต้องมีการกระตุ้น พัฒนาการของระบบรากเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อทำให้ระบบรากฟื้นตัว มีความสมบูรณ์ พร้อมที่จะใช้ในการดูดซับธาตุอาหารและน้ำ การกระตุ้นพัฒนาการของระบบรากนี้ จะต้องกระทำก่อนการใส่ปุ๋ย และให้น้ำ

    ๓. ต้นที่มีใบเหลืองเฉพาะบางกิ่ง เป็นลักษณะอาการเฉพาะ ต้นที่มีใบเหลืองเฉพาะบางกิ่ง จะมีสภาพทั่วไปค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ต้นทุเรียนจะแสดงอาการขาดน้ำ สังเกตได้จากใบทุเรียน จะมีอาการสลดและใบตก ตั้งแต่ช่วงสายๆ หรือตอนบ่าย ซึ่งบ่งชี้ถึงการเข้าทำลายของโรครากเน่า และต้นเน่า เนื่องจากเชื้อราไฟทอเทอรา ดังนั้น การเตรียมสภาพความพร้อมของต้นประเภทนี้ จะต้องดำเนินการ ต่างจากต้น ๒ ประเภทแรก คือ
  • การรักษาโรค โดยวิธีการตรวจหาตำแหน่งที่เป็นโรค ด้วยการสังเกตจากสีเปลือกลำต้นหรือกิ่ง โดยตำแหน่งที่เป็นโรคนั้น เปลือกจะมีสีคล้ำกว่าสีเปลือกปกติ และสังเกตเห็นคราบน้ำเป็นวง หรือไหลเป็นทางลงด้านล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้า ที่มีอากาศชุ่มชื้น อาจเห็นเป็นหยดน้ำปุดออกมาจากบริเวณแผลที่มีสีน้ำตาลปนแดง การรักษาโรคกิ่งและต้นเน่านี้ ทำได้โดยใช้มีดหรือสิ่งมีคมถากเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออกบางๆ เพื่อให้ทราบขอบเขตของแผลที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายอย่างชัดเจน แล้วใช้สารเมทาแลกซิล (Metalaxyl) ชนิดผงร้อยละ ๒๕ อัตรา ๕๐ - ๖๐ กรัม/น้ำ ๑ ลิตร หรือสารฟอสเอทิลอะลูมินัม (Phosethyl aluminum) ชนิดผงร้อยละ ๓๐ ในอัตรา ๘๐ -๑๐๐ กรัม/น้ำ ๑ ลิตร ทาตรงบริเวณที่ถากออกให้ทั่ว และตรวจสอบแผลที่ทาไว้ หลังจากการทาด้วยสารเคมีครั้งแรก ๑๕ วัน หากรอยแผลยังไม่แห้ง มีลักษณะฉ่ำน้ำ ให้ทาซ้ำ ด้วยสารเคมีชนิดเดิมจนกว่าแผลจะแห้ง
  • ชะลอการหลุดร่วงของใบ ต้นทุเรียนที่เป็นโรครากเน่า ต้นเน่านี้ ใบจะมีอาการเหลืองและหลุดร่วงไป เนื่องจากโรค ทำให้เกิดการขัดขวางการเคลื่อนย้ายของธาตุอาหาร หรือสารประกอบคาร์โบไฮเดรต ภายในท่อน้ำ และท่ออาหาร จนต้นเกิดอาการทรุดโทรม โดยปกติ การฟื้นฟูสภาพความสมบูรณ์ของต้น หลังจากเกิดโรคทำได้ยาก ต้องใช้เวลานาน และมักไม่ทันต่อการผลิตในฤดูการผลิตถัดไป แต่ถ้าดำเนินการรักษาโรค และหยุดการลุกลามของโรคได้อย่างรวดเร็ว และชะลอการหลุดร่วงของใบ โดยฉีดพ่นต้นด้วยสารประกอบกึ่งสำเร็จรูป ที่มีคาร์โบไฮเดรตเป็นองค์ประกอบหลัก (สูตรทางด่วน) หรือฉีดพ่นต้นด้วยสารเคมี ที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน จะช่วยให้ต้นทุเรียนฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
  • การจัดการอื่นๆ เช่น การตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ และการอารักขาพืช ให้ดำเนินการเช่นเดียวกันกับการเตรียมสภาพความพร้อมของต้นทั้ง ๒ ประเภท ที่กล่าวถึงแล้ว

    ๔. ต้นที่มีอาการใบเหลืองเฉพาะที่ใบอ่อน หรือใบเพสลาด สาเหตุเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก และธาตุแมกนีเซียม โดยทั่วไปในส่วนอื่นของลำต้น จะมีสีเขียว และลักษณะเป็นปกติ แต่จะพบอาการใบเหลืองเฉพาะที่ใบอ่อน หรือใบเพสลาด ถ้าเป็นใบอ่อน ใบจะมีขนาดเล็กกว่าปกติ แผ่นใบ และเส้นกลางใบจะเหลืองซีดทั้งแผ่น ซึ่งเป็นอาการขาดธาตุเหล็ก ถ้าเป็นใบเพสลาด อาการเหลืองจะเป็นที่แผ่นใบ แต่เส้นกลางใบจะเป็นสีเขียว ลักษณะคล้ายใบหอก คือ แถบกว้างจาก ขั้วใบ แล้วเรียวแหลมลงไป จนถึงปลายใบ ซึ่งเป็นอาการขาดธาตุแมกนีเซียม อาจพบอาการทั้ง ๒ ประเภท ผสมผสานกันอยู่ในต้นเดียวกัน โดยมากจะพบในต้นทุเรียน ที่ปลูกในดินร่วนปนทราย หรือดินทรายที่มีธาตุแมกนีเซียม และธาตุเหล็กค่อนข้างต่ำ ต้นทุเรียน ที่มีอาการใบเหลืองเฉพาะที่ใบอ่อน หรือใบเพสลาดข้างต้น เกิดจากการจัดการบางอย่างผิดพลาด คือ การใช้ปุ๋ยไนโตรเจน เช่น ปุ๋ยยูเรีย เร่งการเจริญเติบโตทางด้านกิ่งก้านสาขา โดยไม่มีการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยที่มีธาตุรอง หรือธาตุปริมาณน้อยร่วมด้วย ซึ่งจะทำให้พัฒนาการของยอดเกิดขึ้นมาก ธาตุไนโตรเจนที่มีมากเกินไป จะลดอัตราการดูดซับธาตุแมกนีเซียมลง และเมื่อต้นทุเรียนขาดธาตุแมกนีเซียม ก็จะมีผลทำให้ธาตุเหล็ก มีประโยชน์ลดลงด้วย จึงทำให้ต้นทุเรียนแสดงอาการขาด ทั้งธาตุแมกนีเซียม และธาตุเหล็กไปพร้อมๆ กัน ในกรณีที่เกิดอาการใบเหลืองดังกล่าวแล้ว อาการใบเหลือง จะสามารถหายได้เอง เมื่อใบแก่ขึ้น แต่ต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน อาจทำให้เกิดปัญหาในการเตรียมความพร้อมของต้น ให้ทันกับสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสม สำหรับการออกดอกได้ จึงจำเป็นต้องแก้ไขโดยการฉีดพ่นด้วยปุ๋ยทางใบ ที่มีธาตุแมกนีเซียม และธาตุเหล็กในอัตราสูง อย่างไรก็ตาม ปัญหาต้นที่มีอาการใบเหลืองเฉพาะที่ใบอ่อน หรือใบเพสลาด ควรแก้ปัญหาโดยวิธีการป้องกันจะเหมาะสมกว่า กล่าวคือ ต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ควบคู่กับปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ
    ๕. ต้นที่มีอาการใบเหลืองเฉพาะที่ใบอ่อน หรือใบเพสลาด สาเหตุเกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชไม่ถูกวิธี คือ การที่เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช เช่น กลุ่มพาราควอต กลุ่มไกลโฟเซต หรือกลุ่มอื่นใน อัตราสูงกว่าที่กำหนดไว้ ฉีดพ่น เพื่อกำจัดวัชพืชใต้ทรงพุ่มของทุเรียน ปริมาณสารเคมีส่วนเกิน สัมผัสกับรากทุเรียน ที่กำลังพัฒนาอยู่ใกล้กับผิวดิน และรากบางส่วน ทำให้แห้งตาย อาการใบเหลืองดังกล่าวจะพบ หลังจากการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชแล้ว ประมาณ ๑ สัปดาห์ ดังนั้น การจัดการ เพื่อเตรียมความพร้อมของต้นทุเรียนประเภทนี้ จำเป็นต้องมีการกระตุ้นให้ระบบรากของทุเรียน มีพัฒนาการก่อน ดังรายละเอียดที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แล้วตามด้วยการจัดการ อื่น เช่น การตัดแต่งกิ่ง ใส่ปุ๋ย ให้น้ำ และการอารักขาพืช
    ๖. ต้นที่มีใบเหลืองทั้งต้น ต้นทุเรียนประเภทนี้ จะมีใบที่ไม่ค่อยสมบูรณ์นัก ใบมีลักษณะด้าน ไม่สดใสเป็นมัน ใบเหลืองทั้งแผ่นใบ และเส้นกลางใบ อาจมีลักษณะการขาดน้ำเกิดร่วมด้วย ต้นทุเรียนที่มีอาการประเภทนี้ จะพบมาก ในต้นที่ปลูกจากต้นกล้า ที่รากงอ หรือรากขด ปลูกลึก มักมีน้ำขังอยู่ที่โคนต้น หรืออาจมีการถมดินบริเวณโคนต้นค่อนข้างสูง และมีการระบายน้ำไม่ดี ต้นทุเรียนที่มีสภาพแบบนี้ หากมีการไว้ผลมากในฤดูการผลิตที่ผ่านมา อาการใบเหลืองจะเกิดรุนแรงมากขึ้น ในฤดูการผลิตต่อมา ซึ่งสาเหตุหลักของอาการประเภทนี้ มักเกิดจากมีโรครากเน่าเข้าทำลายตรงบริเวณรากที่งอหรือขด ซึ่งรากจะเบียดชิดกัน จนเกิดรอยแผล เชื้อราไฟทอปเทอราจะเข้าทำลายได้ง่าย ทำให้เกิดอาการรากเน่า และมีการขยายขนาดของแผลเน่าอยู่เสมอ ส่งผลให้รากฝอยบางส่วนแห้ง ทำให้ประสิทธิภาพ ในการดูดน้ำ และธาตุอาหารลดลง ดังนั้น การจัดการ เพื่อเตรียมความพร้อมของต้นทุเรียนประเภทนี้ จำเป็นต้องรักษาโรครากเน่าไปพร้อมๆ กับการกระตุ้นพัฒนาการของระบบรากให้สำเร็จ ก่อนการจัดการอื่นๆ

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2563

ประวัติทุเรียนไทย

 ว่าด้วยประวัติทุเรียนไทย-หมอนทอง

     เริ่มมีหลักฐานปรากฎในสมัยอุธยา พระเจ้าหลุยส์ ที่ 14 แห่งประเทศฝรั่งเศส ทรงส่งคณะราชทูตเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยา เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2230 โดยมี เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ (Monsieur de la Loubre) นักบวชนิกายเยซูอิต เป็นหัวหน้าคณะราชทูต เพื่อมาเจรจาทำสัญญาทางด้านการค้ากับไทย เมอร์ซิเออร์ เดอลาลูแบร์ ได้บันทึกสิ่งต่างๆ ที่ได้พบเห็น เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางสังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทย ในเรื่องที่เกี่ยวกับเกษตรกรรมของไทย ตอนหนึ่งได้ระบุเรื่องเกี่ยวกับทุเรียนไว้ว่า"ดูเรียน" (Durion) ชาวสยามเรียกว่า “ทูลเรียน” (Tourrion) เป็นผลไม้ที่นิยมกันมากในแถบนี้ แต่สำหรับข้าพเจ้า ไม่สามารถทนต่อกลิ่นเหม็นอันรุนแรงของมันได้ ผลมีขนาดเท่าผลแตง มีหนามอยู่โดยรอบ ดูๆ ไป ก็คล้ายกับขนุนเหมือนกัน มีเมล็ดมาก แต่เนื้อใหญ่ขนาดเท่าไข่ไก่ ซึ่งเป็นส่วนที่ใช้กิน ภายในยังมีอยู่อีกเมล็ดหนึ่ง ถือกันว่า ยิ่งมีเมล็ดในน้อย ยิ่งเป็นทูลเรียนดี อย่างไรก็ตาม ในผลหนึ่งๆ ไม่เคยปรากฏว่า มีน้อยกว่า 3 เมล็ดเลย
     จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่า มีการปลูกทุเรียนในภาคกลางของประเทศไทย ตั้งแต่สมัยอยุธยา ส่วนจะเข้ามาจากที่ไหน และโดยวิธีใด ไม่ปรากฏหลักฐาน แต่น่าเชื่อถือได้ว่า เป็นการนำมาจากภาคใต้ของประเทศไทยนั่นเอง และมีการปรับปรุงพันธุ์อย่างสม่ำเสมอตลอดมา
สมัยรัตนโกสินทร์

       พระยาแพทย์พงศาวิสุทธาธิบดี (สุ่น สุนทรเวช) กล่าวถึงการปลูกทุเรียนของภาคกลาง ว่าประมาณพ.ศ.2397 มีการทำสวนทุเรียนที่ตำบลบางกร่าง คลองบางกอกน้อยตอนใน แรกๆ นั้นเป็นการขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ก่อนพัฒนามาเป็นการปลูกด้วยกิ่งตอน ทุเรียน 3 สายพันธุ์ที่นำเมล็ดมาเพาะ ได้แก่ อีบาตร (ทุเรียนนนทบุรี) ทองสุก และการะเกด ใช้เมล็ดของทั้ง 3 สายพันธุ์นี้ปลูก ทำให้เกิดทุเรียนลูกผสมขึ้นมากมาย แล้วจึงปรับปรุงสายพันธุ์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งก่อนเกิดน้ำท่วมใหญ่ใน พ.ศ. 2485 นับเป็นเวลากว่า 87 ปี ทำให้เกิดทุเรียนพันธุ์ลูกผสมขึ้นมากมาย และมีการขยายพันธุ์ปลูกในที่ต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ใน พ.ศ. 2485ทำให้ทุเรียนพันธุ์ต่างๆ หลายพันธุ์ ในเขตจังหวัดนนทบุรี และธนบุรีสูญหาย เพราะสวนล่ม แต่ก็ยังมีหลายสวน ที่รอดพ้นมาได้ จึงกลายเป็นแหล่งพันธุ์ ที่เหลืออยู่ แต่เนื่องจากการขยายพันธุ์ปลูก ทำได้ไม่รวดเร็วพอ เกษตรกรจึงต้องใช้เมล็ดเป็นพันธุ์ปลูก ทำให้ได้ทุเรียนพันธุ์ลูกผสมเพิ่มขึ้นมาก แต่มีปัญหาคือการขาดความรู้ และหลักเกณฑ์ทางวิชาการ ทุเรียนพันธุ์ต่างๆ จำนวนมากมายที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถทราบเชื้อสายพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์ ขาดการบันทึกประวัติ การตั้งชื่อพันธุ์ก็อาจใช้ชื่อของผู้ที่เพาะเมล็ด ชื่อสถานที่ หรือตำแหน่งที่ต้นพันธุ์นั้นงอกหรือเจริญเติบโต ลักษณะรูปทรงของผล สี รสชาติ ฯลฯ ที่เป็นลักษณะที่เด่นชัดเป็นตัวกำหนดในการตั้งชื่อ จากรายชื่อพันธุ์ทุเรียน ที่รวบรวมได้จึงมีเป็นจำนวนมากถึง 227 พันธุ์ ในปัจจุบัน
ส่วนประวัติ“ทุเรียนหมอนทอง”สายพันธุ์ยอดฮิตนั้น เชื่อว่ามีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ที่ จ.นนทบุรี ต่อมาได้มีการขยายพันธุ์ไปปลูกจังหวัดอื่นๆ ของประเทศไทย โดยเฉพาะที่ระยองมีการปลูกทุเรียนหมอนทองมากมาย มีการจัดงานประกวดทุเรียนเป็นประจำทุกปี เรียกว่า งานวันเกษตรและของดีจังหวัดระยอง ปรากฏว่า “ทุเรียนหมอนทอง” สายพันธุ์ที่ปลูกในพื้นที่ระยอง สามารถคว้ารางวัลที่ 1 ได้ถึง 3 ปีซ้อน หมอนทองจึงเป็นทุเรียนที่มีชื่อเสียงต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2563

เชื้อไฟทอปธอรา

 ว่าด้วยเชื้อไฟทอปธอรา ชื่อนี้ต้องท่องให้ขึ้นใจ

ถ้าท่านคิดจะเป็นชาวสวนทุเรียนจริงจัง ชื่อ"ไฟทอปธอรา" ท่านต้องท่องให้ขึ้นใจ เพราะเท่าที่ผมศึกษาการระบาดของเชื้อตัวนี้ ทำให้ทราบว่ารุนแรงมาก มันเคยทำให้ชาวสวนทุเรียนหลั่งน้ำตามาแล้วหลายครั้ง
"ในปี2554 นายวิรัช ทองบุญเกื้อ นายวิชา ทองอยู่ นายสมคิด แก้วพะงัน และนายสมชาย เคี่ยนบุ้น ตัวแทนเกษตรกร ตำบลทุ่งระยะ อ.สวี จ.ชุมพร ได้รายงานว่าต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อ.สวี จ.ชุมพร เกิดโรคระบาดหมดทางแก้ไขยืนต้นตายนับพันไร่มูลค่าความเสียหายนับหลายร้อยล้านบาท" นี่เป็นประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของการระบาดของไฟทอปธอราในประเทศไทยที่ต้องเรียนรู้
เชื้อไฟทอปธอรา เป็นจุลินทรีย์ขนาดเล็กจนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาศัยอยู่ในดิน เชื้อไฟทอปธอรา อาจมีหลายชนิดที่เข้าทำลายทุเรียน แต่นักวิชาการรายงานว่า เชื้อไฟทอปธอรา ที่มีชื่อว่า Phytophthora palmivora (ไฟทอปธอรา ปาล์มมิโวลา) เป็นชนิดหลักในสวนทุเรียน
จากงานวิจัยในรายละเอียดเกี่ยวกับชีวิตของเชื้อ ไฟทอป ธอรา ปาล์มมิโวลา เชื้อจะสามารถสร้างสปอร์พิเศษมีผนังหนา (chlamydospores) ที่ทนสภาพแวดล้อมได้ดี มีชีวิตอยู่ในดินได้นานภายใต้สภาวะที่ไม่เหมาะกับการเจริญเติบโต เช่น อากาศแห้งแล้ง ดินขาดน้ำ เมื่อดินได้น้ำในหน้าฝน เชื้อก็จะเจริญเติบได้ใหม่เป็นวงจรเช่นนี้ทุกปี ดังนั้นจะพบว่า ในช่วงหน้าแล้ง โรคจะไม่ระบาด ดูเหมือนว่าไม่มีโรคไฟทอปธอราบนต้นทุเรียน แต่เมื่อเข้าหน้าฝน โรคจะระบาดรุนแรงมากขึ้น
จากงานวิจัยวิทยานิพนธ์ ปริญญาโท มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พบว่า เชื้อไฟทอปธอรามีลักษณะรูปร่างและพันธุกรรมที่แตกต่างกัน ชี้ให้เห็นว่าเชื้อไฟทอปธอรามีหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์อาจมีความรุนแรงของการเกิดโรคแตกต่างกันและสามารถต้านทานสารเคมีกำจัดโรคพืชได้ หรือที่เราเรียกว่า “เชื้อดื้อยา”
เชื้อไฟทอปธอรา เป็นเชื้อโรคที่อาศัยอยู่ในดิน การเข้าทำลายต้นทุเรียนจะเข้าทางรากของต้นทุเรียน เมื่อเชื้อเข้าสู่ต้นทุเรียนได้แล้ว ก็จะขยายพันธุ์เข้าสู่ระบบท่อน้ำในลำต้น แพร่กระจายไปทั้งต้น แบ่งเป็น3ระยะ
ระยะที่ 1 “รากเน่า” อันนี้ชาวสวนอาจยังมองไม่เห็นเพราะการเน่าของรากอาจเกิดกับรากบางส่วนไม่ทั้งหมด ต้นทุเรียนจึงยังไม่แสดงอาการหนักให้เห็น อาจแค่ชะงักการเติบโต ออกใบน้อยลง มีใบเหลืองปะปนไม่สุดชื่น
ระยะที่2“ลำต้นเน่า” ระยะนี้ชาวสวนจะเห็นชัดคือมีน้ำออกมาจากลำต้น นั่นแสดงว่าเชื้อราเดินจากดินผ่านรากเข้าสู่ลำต้นเรียบร้อยแล้ว
ระยะที่3 ระยะลุกลามทั่วต้น“ยอดเหี่ยว”และ“ใบร่วง”
ส่วนการแพร่กระจายของโรค จากต้นหนึ่งไปสู่ต้นอื่นๆ นั้น น้ำจะเป็นปัจจัยหลักในการแพร่กระจาย เพราะเชื้อไฟทอปธอรา เป็นจุลินทรีย์ ที่ชอบอยู่ในทีชื้นหรือมีน้ำในดิน เชื้อไฟทอปธอรา จะสร้างสปอร์พิเศษ (zoospores) ที่มีอวัยวะคล้ายแส้ ช่วยทำให้เคลื่อนย้ายในน้ำได้
วิธีการแก้ไข เนื่องจากเชื้อไฟทอปธอรา เป็นจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินทั่วไป ดังนั้นวิธีแก้ไขจึงเลือกควรสารเคมีที่มีคุณสมบัติแบบดูดซึมทางดิน ซึ่งสารเคมีสามารถซึมผ่านระบบรากของต้นพืช และเข้าสู่ลำต้นทางท่อน้ำของต้นพืช ก็จะเป็นการทั้งป้องกันเชื้อโรคที่อยู่ในบริเวณรากและสามารถกำจัดเชื้อโรคที่เข้าทำลายส่วนต่างๆของต้นพืชได้ พร้อมๆกัน คือสารโพรพาโมคาร์บ ไฮโดรคลอไรด์ (propamocarb hydrochloride) ซึ่งต้องเรียนรู้วิธีใช้ที่ถูกต้องต่อไปครับ
ในภาพอาจจะมี ต้นไม้, ต้นพืช, สถานที่กลางแจ้ง และธรรมชาติ, ข้อความพูดว่า "1= ไม่เป็นโรค 2= เป็นโรค <10% 3= 3=เป็นโรค<25% PHMOINA = เป็นโรค <25% 4= เป็นโรค <50% 5 = เป็นโรค <75% 6= เป็นโรค >75%"
28
ความคิดเห็น 13 รายการ
แชร์ 7 ครั้ง
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์

ความ

วิธีการแก้ไขเชื้อไฟทอปธอราในทุเรียน

 ว่าด้วยวิธีการแก้ไขเชื้อไฟทอปธอราในทุเรียน

ดูเหมือนเป็นเรื่องที่สมาชิกสนใจมากมีคำถามเข้ามาต่อเนื่อง วันนี้เลยค้นคว้ามาให้เพิ่มเติมเพื่อสรุปเป็นองค์ความรู้แก่เพื่อนสมาชิกในการต่อสู้กับเชื้อตัวนี้ในอนาคตต่อไป
การแก้ปัญหาทุเรียนโดนไฟทอปธอราเล่นงานนั้นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ ชาวสวนต้องเรียนรู้และเข้าใจในวิธีการป้องกันโรค เรียนรู้อาการของพืชเมื่อโดนโรคหรือโอกาสเกิดการระบาดของโรคนี้อย่างจริงจัง
1.เรียนรู้วิธีการระบาดหรือธรรมชาติของไฟทอปธอราว่าระบาดอย่างไร ข้อควรจำคือ เชื้อนี้อยู่ในดิน เจริญขึ้นและขยายตัวพร้อมกับการระบาดโดยความชื้นเป็นองค์ประกอบสำคัญ ดังนั้นเมื่อเกิดความชื้นมากโอกาสการระบาดก็มากนี่คือธรรมชาติของโรคตัวนี้
2.เรียนรู้วิธีการป้องกันไฟทอปธอรา วิธีการป้องกันเริ่มโดยการปลูกที่สามารถป้องกันความชื้นหรือน้ำแช่งขังบริเวณรากนั่นคือการยกโคก การยกโคกถือเป็นวัตกรรมการปลูกทุเรียนยุคใหม่เพื่อป้องกันเชื้อไฟทอปธอร่าและโรครากเน่าโคนเน่าอื่นๆ นอกจากนี้ต้องเรียนรู้วิธีการกำจัดเชื้อหรือควบคุมเชื้อไฟทอปธอราด้วยวิธีการต่าง ๆ ซึ่งวิธีที่นิยมและได้รับการวิจัยว่าได้ผลดีคือ การใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา มาช่วยควบคุมเชื้อราไฟทอปธอรานั้นเอง พูดง่ายคือ "เอาราดีมากินราร้าย" แต่พึงจำเสมอว่าเมื่อใช้ไตรโคเดอร์มาก็ควรงดการใช้เคมีฆ่าเชื้อรา เพราะเคมีมันทำหน้าที่กำจัดราทุกประเภท หรือถ้าจำเป็นต้องใช้เคมีในสวนกำจัดเชื้อรา ท่านก็ต้องศึกษาอีกว่าเคมมีนั้นมีฤทธิ์ยาวนานแค่ไหนเมื่อเคมีหมดฤทธิ์ก็ควรเริ่มเลี้ยงเชื้อราไตรโคเดอร์มาในแปลงทุเรียนขึ้นมาใหม่
การใช้เชื้อราไตรโครเดอมาในสวนทุเรียนนี้ถือเป็นเทคโนโลยีที่ชาวสวนต้องเรียนรู้และทำอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยควรใช้ปีละ3ครั้งคือช่วงต้นฤดูฝน ช่วงกลางฤดูฝน และช่วงปลายฤดูฝน หรือใช้ทุกๆ รอบที่มีการใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ไม่ควรใช้ควบคู่กับปุ๋ยเคมี (มาถึงตรงนี้ฝากเป็นข้อคิดว่าการผสมเชื้อไตรโคเดอร์มากับปุ๋ยคอกจึงควรใช้วิธีฝังกลบให้เชื้ออยู่ในดินจะดีที่สุดเชื้อจะได้เติบโตดี ส่วนการใส่ปุ๋ยเคมีควรเว้นช่วงเวลาพอควรให้เชื้อเจริญเติบโตก่อนและใช้วิธีหว่านพร้อมรดน้ำทันที)
3.เรียนรู้อาการของทุเรียนที่โดนเชื้อราเล่นงานทางราก หรือราเข้าสู่ระบบน้ำเลี้ยงแล้ว สังเกตง่ายง่ายๆ
3.1ทุเรียนจะแสงอาการใบสลดไม่สดชื่นในตอนเช้า ไม่ตอบสนองต่อการให้ปุ๋ย ใบจะเริ่มร่วง
3.2ทุเรียนจะมีไบเหลืองหรือใบแห้ง บางส่วนหรือบางกิ่ง กระจายไปทั่วต้น มีน้ำออกจากลำต้นบางจุด
3.2ใบส่วนยอดจะร่วงหมดก่อนและลามต้ำลงมาด้านล่าง ลำต้นกิ่ก้านจะเริ่มออกสีดำคล้ำ
4.เรียนรู้วิธีการแก้ไข เมื่อทุเรียนเริ่มแสดงอาการเป็นโรคแสดงว่าเชื้อได้เข้าสู่ระบบน้ำเลี้ยงของทุเรียนแล้วนะครับอันนี้ต้องจำ ไม่ใช่เชื้อพึงไปถึงรากนะ ดังนั้นการแก้ไขคือการหาวิธีฆ่าเชื้อในดินและในระบบน้ำเลี้ยงของทุเรียนนั่นเอง วิธีการแก้ไขที่นิยมทำกันคือ
4.1ฉีดพ่นสารเคมีทางใบและลำต้น เป็นเหมือนการปราบเชื้อรา แต่คงได้ผลน้อยเพราะเชื้ออยู่ในลำต้น
4.2การขูดทาปูนแดงและทายาตามจุดที่น้ำเยิ้ม เป็นการฆ่าเชื้อเป็นจุดๆ เพื่อช่วยให้ทุเรียนสร้างภูมิต้นทานต่อสู้กับเชื้อรา ถ้าเผอิญทำถูกจุดที่เหมาะสมก็สามารถช่วยทุเรียนได้ในบางต้น
4.3การใส่ยาเข้าไปในต้นทุเรียนเพื่อสะกัดโรค นิยมเจาะฝังเข็มใส่ยาเป็นจุดๆ ตามบริเวณที่ปรากฎน้ำเยิ้ม
4.4การใส่ยาทางดินเพื่อฆ่าเชื้อรา แบ่งเป็นสองกลุ่มคือยาฆ่าเชื้อราในดินโดยตรงไม่ดูดซึมไปในลำต้น และยาฆ่าเชื้อราในดินและในลำต้นอันนี้เป็นยาชนิดที่ดูซึมผ่านระบบรากได้
(วิธีการใช้ยาหรือใช้เคมีภัณฑ์ต่างๆ มีวิธีการและรายละเอียดมากมาย ควรศึกษาเพิ่มเติมตามฉลากยาชนิดนั้นๆ นะครับ เพราะยาแต่ละตัวมีวิธีใช้ที่แตกต่างกัน)
พึงจำให้ขึ้นใจว่าเมื่อทุเรียนเคยเป็นโรคแล้วรักษาหายแล้ว ทุเรียนจะอยู่ในสภาพทุเรียนพิการเพราะท่อน้ำเลี้ยงและเนื้อเยื่อบางส่วนของลำต้นถูกทำลายนั่นเอง ดังนั้นการตผลิตลูกของทุเรียนก็จะมีข้อจำกัด เช่นมีผลน้อย ผลไม่สมบูรณ์เป็นต้น ดังนั้นการป้องกันปัญหาจึงเป็นวิธีการที่ต้องให้ความสำคัญกว่าการแก้ปัญหานะครับ
ถูกใจ
แสดงความคิดเห็น
แชร์

การจัดการเพื่อคุณภาพผลผลิต

  การจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต           หลักการสำคัญคือการจัดการให้ผลอ่อน มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการชะงัก หรือ...