วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2563

หลักการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนทุเรียนให้ได้ผล

 ว่าด้วยหลักการใช้ปุ๋ยเคมีในสวนทุเรียนให้ได้ผลดี

เมื่อเราจะใช้ปุ๋ยเคมีเราควรมีความเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญคือ
1.ปุ๋ยเคมี เมื่อใส่ลงไปในดิน จะมีโอกาสสูญเสียไปมากกว่าครึ่งหนึ่งโดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน และโพแทสเซียม อันนี้ชาวสวนต้องเข้าใจด้วย ส่วนฟอสฟอรัสนััน พืชดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้เพียงไม่เกินร้อยละ 10 ของปริมาณที่ใส่ลงไปในดิน ฟอสฟอรัสที่เหลือทั้งหมด จะทำปฏิกิริยากับดิน กลายเป็นสารประกอบที่ละลายนัำยาก พืชดึงดูดไปใช้ไม่ได้
ข้อนี้สรุปคืออะไร N กับ P ใส่แล้วโอกาสที่พืชไม่ได้รับมีสูง ส่วน K ถึงจะใส่มากแค่ไหนพืชก็นำไปใช้ได้จำกัด ส่วนมากจะแปรสภาพเป็นสารประกอบไม่ละลานน้ำพืชนำไปใช้ไม่ได้ ข้อนี้ตอบโจทย์ว่าท่านควรใช้ปุ๋ยเคมีสูตรแบบใดนั่นเอง
2.ปุ๋ยชนิดเดียวกัน สูตรเดียวกันใส่ลงไปในดินโดยวิธีแตกต่างกัน พืชจะใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้ไม่เท่ากัน เช่น ปุ๋ยที่ใส่แบบหว่านจะให้ผลแตกต่างจากปุ๋ยที่ใส่โรยแบบเป็นแถวหรือเป็นจุดใกล้ต้นพืช ฉะนั้น การใช้ปุ๋ยเคมีให้มีประสิทธิภาพจึงควรมีหลักเกณฑ์ในการใส่ปุ๋ยที่ควรจะยึดถือเป็นแนวทางดังนี้
2.1. ชนิดของปุ๋ยที่ใช้ถูกต้อง สูตรปุ๋ย หรือบางทีเรียกว่า "เกรดปุ๋ย" หมายถึง ตัวเลขเขียนบอกปริมาณธาตุอาหารที่มีอยู่ในปุ๋ยเคมี N P และK เราจะเลือกสูตรไหนขึ้นอยู่กับช่วงอายุการปลูกของเรา
2.2. ใช้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม ปริมาณปุ๋ยที่พอเหมาะนี้ หมายถึง จำนวน หรืออัตราปุ๋ย ที่ใช้ต่อไร่ หรือต่อต้น ที่พืชจะได้รับความพอเหมาะนี มีอยู่ 2 ลักษณะคือ พอเหมาะในแง่ของปริมาณที่พืชควรจะได้รับ เพื่อให้ได้ผลิตผลสูงสุด ถ้าน้อยกว่านั้น ก็จะทำให้พืชไม่เจริญเติบโต และให้ผลิตผลต่ำ หรือถ้าให้มากเกินกว่านั้นก็อาจเป็นพิษแก่พืชหรือจะไม่ทำให้พืชเติบโต หรือให้ผลิตผลเพิ่มขึ้น แต่ทำให้เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์ประการหนึ่ง
2.3. ใส่ปุ๋ยให้พืชขณะที่พืชต้องการ พืชที่ปลูกในดินที่ไม่อุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหาร มักจะแคระแกร็น และให้ผลิตผลต่ำ การใส่ปุ๋ย จะช่วยยกระดับธาตุอาหารที่ขาดแคลนให้มีปริมาณเพียงพอกับความต้องการของพืช อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดินเดียวกันกับพืชชนิดเดียวกัน อาจจะ ให้ผลแตกต่างกันได้เป็นอย่างมาก ทั้งนี ขึ้นอยู่กับจังหวะเวลา (timing) ของการให้ปุ๋ยแก่พืชนั้น ตรงกับระยะเวลาที่พืชมีความต้องการธาตุอาหารนั้นๆ มากที่สุด หรือช่วงความต้องการธาตุอาหารมากที่สุดของพืช แต่ละชนิดจะแตกต่างกันออกไป จึงควรแบ่งการใส่ปุ๋ยให้เหมาะสม

ข้อคิดข้อนี้คืออะไร คือจังหวะการดึงดูดธาตุอาหารที่แตกต่างกันอย่างเด่นชัดอย่างน้อย 4 ช่วงด้วยกัน คือ
1) ช่วงแรกที่พืชเริ่มงอก และการเติบโตในระยะ 30วันถึง90 วัน หลังปลูก ทุเรียนมักจะต้องการธาตุอาหารน้อยและช้า เพราะระยะนี้ ระบบรากยังน้อย และต้นยังเล็กอยู่ ขนาดใส่ปุ๋ยจะต่ำกว่า0.5กก.ต่อต้นต่อปี(ปุ๋ยเคมี)
2) ช่วงที่มีการเจริญเติบโต แบ่งเป็นสองระยะ คือระยะแรก 90 วัน ถึง1ปี เป็นระยะสร้างความแข็งแรงของรากและใบ สังเกตุว่ารากจะแผ่ขยายมากขึ้น ใบจะมีขนาดใหญ่ขึ้นดอกขึ้น ระยะที่สอง1-2 ปี เป็นระยะที่สร้างกิ่งก้านสาขาและรากแผ่กว้าง ทั้งสองระยะทุเรียนจะต้องการปุ๋ยเพิ่มขึ้นตามการขายตัวของรากและทรงพุ่ม การใช้ปุ๋ยระยะนี้ก็ควรเพิ่มปริมาณขึ้นเป็น 1.5-2กก.ต่อต้นต่อปี (สำหรับปุ๋ยเคมีนะ ไม่นับรวมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก)
3)ช่วงที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อยู่ในช่วง2-4 ปี เป็นระยะที่พืชต้องการธาตุอาหารเป็นจำนวนมาก สำหรับทุเรียนจะเป็นระยะที่กำลังแตกกิ่งแขนงอย่างมาก และขยายขนาดกิ่งสาขาให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรับน้ำหนักใบและกิ่งแขนงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ระยะนี้การให้ปุ๋ยจะเพิ่มสูงตามอัตราเต็มที่คือ ขนาด2-3 กก.ต่อต้น(ตามขนาดทรงพุ่มทรงพุ่มกว้าง 2 เมตรใส่ 2 กก. ทรงพุ่มกว้าง3เมตรใส่ 3 กก.ต่อต้นต่อปี แบ่งใส่2-4 ครั้ง/ปี)
4)ระยะที่โตเต็มที่กำลังจะสร้างตาดอก อายุ 4 ปีขึ้นไป ช่วงที่มีการเติบโตเต็มที่แล้ว และเป็นระยะสร้างสร้างผล ความต้องการธาตุอาหารในระยะนี้จะเปลี่ยนไป ทุเรียนจะต้องการธาตุ K เพิ่มขึ้น ธาตอื่นจะลดลง เราควรเปลี่ยนสูตรปุ๋ยเป็นสูตรตัวหลังสูงกว่าตัวหน้า ตัวกลางเท่าๆ เดิม
3. ใส่ปุ๋ยให้พืชตรงจุดที่พืชสามารถดึงดูดไปใช้ประโยชน์ได้ง่ายและเร็วที่สุด ทันทีทันใดที่ปุ๋ยลงไปอยู่ในดิน ปฏิกิริยาการเปลี่ยนแปลง และการเคลื่อนย้ายของปุ๋ยจะเกิดขึ้นทันที ปุ๋ยไนโตรเจน สามารถซึมลงมายังบริเวณรากที่อยู่ใต้ผิวดินได้ง่าย แต่มีการละลายไปกับน้ำเช่นกัน ฟอสเฟตที่ละลายน้ำได้ง่าย ไม่มีการเคลื่อนย้าย ถ้าจะเคลื่อนย้ายจากจุดเดิม ก็เป็นระยะใกล้ๆ ในรัศมี1-5 ซม. เท่านั้น ดังนั้นการใส่ปุ๋ยฟอสเฟตให้กับพืช จึงต้องให้อยู่ใกล้กับรากมากที่สุด ปุ๋ยโพแทสเซียม จะเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่าฟอสเฟต แต่จะช้ากว่าไนโตรเจน โพแทสเซียมมีประจุบวกซึ่งดูดยึดอยู่ที่ผิวของอนุภาคดินเหนียวได้ จึงถูกชะล้างได้ยาก แต่ก็ยังเป็นประโยชน์ได้ง่ายแก่พืชอยู่ ดังนั้นการใส่ปุ๋ย โพแทสเซียม จึงสามารถใส่บนผิวดิน หรือใต้ผิวดินก็ได้ ทั้งนี้ควรปรับปรุงค่า pH ดินให้เหมาะสม(ให้เป็นกรดอ่อนๆ)ก่อน
สรุปข้อนี้สำหรับขาวทุเรียนคือควรใส่ปุ๋ยบริเวณที่ปลายรากฝอยเดินทางไปถึง(ประมาณขอบทรงพุ่ม) ควรใส่แล้วกลบพร้อมกับรดน้ำทันที พืชจะนำไปใช้ได้ทันที
โปรดจำ ที่เสนอมาขางต้นคือวิธีใช้ปุ๋ยเคมี ข้อคิดคือการใช้ปุ๋ยเคมีให้มืประสิทธิภาพมากขึ้นควรใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จะดีที่สุดนะขอรับ...

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

การจัดการเพื่อคุณภาพผลผลิต

  การจัดการเพื่อเพิ่มปริมาณและปรับปรุงคุณภาพของผลผลิต           หลักการสำคัญคือการจัดการให้ผลอ่อน มีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ ไม่มีการชะงัก หรือ...