ว่าด้วยการวางแผนเชิงพื้นที่เพื่อปลูกทุเรียน
การวางแผนเชิงพื้นที่ในการปลูกทุเรียนคือการออกแบบแปลงปลูกตามหลักหลักภูมิศาสตร์สิ้งแวดล้อม เพราะการทำสวนทุเรียนเล็กหรือใหญ่ก็ต้องออกแบบในเรื่องต่างๆดังนี้
1.ความสูงต่ำของพื้นที่ ซึ่งจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความลาดชันทิศทางการไหลของน้ำมีความสำคัญกับการออกแบบด้านความสูงต่ำของพื้นที่มีหลักการคือ
1.1การทำโคกก็ต้องมีทางน้ำไหลตามธรรมชาติไว้เสมอ หรือหากปิดทำเหมืองฝายเพื่อเก็บน้ำก็ต้องคำนวณปริมาณน้ำที่จะรับได้ในช่วงฤดูฝนว่ามากน้อยเพียงใด
1.2การทำโคกตามแนวสโลปของพื้นที่ที่มีความลาดชันอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องทำโคกที่สูงมากนักหรือบางพื้นที่อาจจะทำแค่ตุ้มปลูก(ตุ้มปลูกคือการปลูกโดยวางก้นถุงกิ่งพันธุ์เสมอดินเดิมจากนั้นก็นำดินรอบๆ มาถมเป็นตุ้มขนาดเล็กประมาณ เส้นผ่าศูนย์กลาง2เมตรรอบๆต้นกิ่งพันธุ์ก็พอ) การดูแลระยะยาวเราก็เสริมดินบริเวณรอบๆ ต้นออกไปเรื่อยๆตามทรงพุ่มหรือมากกว่าเล็กน้อย
1.3การทำโคกในพื้นที่ราบลุ่มเป็นที่รับน้ำมากควรออกแบบโคกแบบยกร่องโดยจำลองการปลูกทุเรียนของชาวนนท์มาใช้จะเหมาะสมที่สุด ที่สำคัญควรมีการจัดทำป้องกันและระบบระบายน้ำไว้ด้วยกรณีน้ำมากจริงๆ เช่นในพื้นที่เคยเกิดน้ำท่วมการทำเขื่อนสูงรอบแปลง ภายในแปลงซอยยกร่องสูงแต่ละร่องน้ำให้เชื่อมถึงกันเพื่อสูบระบายได้ นอกจากแต่ละแปลงคนอกจากมีการยกร่องสูงแล้ว ภายในแปลงยังต้องทำโคกหรือตุ้มขนาดใหญ่ด้วยด้วยถึงจะปลอดภัย
1.4การทำโคกในพื้นที่เชิงเขา คือมีความลาดชันมาก ควรทำแนวขั้นบันไดก่อนโดยดำหนดแนวขั้นบันไดมาตรฐานกว้าง 6-8เมตร แนวขั้นบันไดอาจมีความสโลปเล็กน้อยก็ได้ไม่จำเป็นต้องให้ราบเสมอ อันนี้ต้องดูพื้นที่เป็นหลักเรากำหนดตายตัวไม่ได้ เมื่อทำขั้นบันไดขนาดใหญ่เสร็จก็ทำโคกหรือตุ้มปลูกตามความเหมาะสม สิ่งที่ลืมไม่ได้คือเมื่อปรับพื้นที่ต้องออกแบบทางน้ำไหลให้เหมาะสมเสมอ
1.5การทำโคกในพื้นที่ราบทั่วไป ก็ต้องมีการยกโคกระดับความสูงขั้นต่ำ50เซ็นติเมตรถึง1เมตร อาจยกโคกเป็นหย่อมหรือยกโคกเป็นแนวยาวก็ได้ โคกควรมีเส้นผ่าศูนย์กลางหรือความกว้างขนาด6-8เมตร กลางโคกควรทำตุ้มปลูกสูงประมาณครึ่งถุงกิ่งพันธุ์ของเราเพื่อให้มีสโลปเล็กน้อยระหว่างโคนต้นพันธุ์ที่ปลูกกับพื้นที่โคก
2.การวางแผนเรื่องดิน โดยหลักการต้องสำรวจดินในพื้นที่วัดคุณภาพดินก่อนเสมอ บางท่านทุนน้อยอาจปลูกก่อนค่อยตามแก้ไขภายหลังก็ได้ แต่ถ้าทำตามหลักเราต้องตรวจคุณภาพดินหาค่าPH เพื่อกำหนดวิธีการเตรียมดินก่อนปลูกและวิธีการให้ปุ๋ยหรือสารเสริมต่างๆ สำหรับแปลงปลูกของเรา ถ้าเราไม่ทำการวางแผนเรื่องดินก็เหมือนเราเดาสุ่มในการปลูกของเรา ข้อสังเกตถ้าที่ดินเป็นแปลงขนาดใหญ่มากคุณภาพของดินต่างพื้นที่ก็ก็มีคุณภาพต่างกัน การจัดการในแต่ละพื้นที่ในแปลงเดียวกันก็ยังต้องใช้วิธีการที่ต่างกัน (อันนี้รายละเอียดนะหลายท่านอาจมองว่ายุ่งยากแต่สำหรับคนที่จริงจังในการปลูกข้อมูลพวกนี้ควรพร้อมครับ)
3.การวางแผนเรื่องน้ำ จริงๆ เรื่องนี้ต้องวางแผนก่อนเรื่องอื่นเลย ถ้าคิดจะปลูกทุเรียน ขั้นตอนแรกต้องดูแหล่งน้ำก่อนว่าเราจะใช้แหล่งน้ำจากที่ใดเป็นหลัก แหล่งน้ำใดเป็นรอง ซึ่งการปลูกทุเรียนขนาดใหญ่ควรวางแผนระบบน้ำสองระบบเลยคือ
3.1ระบบน้ำหลัก คือน้ำที่ใช้เพื่อการปลูกและบำรุงรักษาทุเรียนในแปลงตลอดปีเราจะใช้น้ำจากแหล่งใน น้ำผิวดิน หรือน้ำใต้ดิน มีความเสี่ยงคือสารปนเปื้อน ความเค็ม ความเป็นกรดเป็นด่างไหมอันนี้ต้องรู้เราจะได้วางแผนปรับปรุงคุณภาพน้ำถูกทิศทาง
ปริมาณน้ำเพียงพอในฤดูแล้งไหม แรกปลูกทุเรียนต้องการน้ำประมาณ 5-10 ลิตรต่อวัน(ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ) โตเต็มที่ในระยะให้ผลผลิตต้องการน้ำ100-300ลิตรต่อวันต่อต้นตามสภาพอากาศ ดังนั้นตัวเลขน้ำที่อยู่ในแผนการคำนวณคือ 300ลิตร/วัน/ต้น ท่านปลูกกี่ต้นก็คูณเข้าไป นั่นคือขนาดแหล่งน้ำของท่าน
3.2ระบบน้ำรอง คือน้ำที่เตรียมไว้ในภาวะฉุกเฉิน ก็ต้องมีด้วย เช่นกรณีท่านทำระบบน้ำใต้ดินเป็นหลักท่านก็ควรมีบ่อพักน้ำสองสามบ่อเผื่อกรณีเกิดปัญหากับระบบบ่อบาดาล ก็ควรมีน้ำสำรองใช้ซัก2-3วันเพื่อรอแก้ไขระบบ ยิ่งช่วงเราทำผลผลิตการควบคุมน้ำต้องไม่ผิดพลาดเลยจึงจะเกิดผลดี
4.การวางแผนเรื่องภูมิอากาศ คือการนำข้อมูลภูมิอากาศในพื้นที่มาใช้วางแผนการปลูกทุเรียน ที่สำคัญคือการควบคุมความชื้นให้เหมาะสมตามฤดูกาล เช่นในพื้นที่แห้งแล้งยาวนานอย่างอีสานและเหนือฤดูแล้งจะรักษาความชื้นในดินอย่างไร มันจะแตกต่างจากภาคใต้ภาคตะวันออกอย่างสิ้นเชิง เพราะสองภาคนั้นแล้งไม่นาน ส่วนอีสานกับเหนือแล้งนานมากเราจะเตรียมการอย่างไร การปลูกพืชคลุมดินอาจะไม่เหมาะสำหรับฤดูแล้งเพราะทุเรียนจะโดนแย่งน้ำแย่งปุ๋ย การใช้ฟางใช้หญ้าแห้งคลุมดินน่าจะเหมาะสมที่สุด คลุมบางเอาไม่อยู่แน่มีนาคม เมษายน พฤษภาคม สามเดือนนี่ต้องวางแผนให้ดี ต้องคลุมฟางหนาด้วยเมื่อคลุมหนาก็มีความเสี่ยงเรื่องเชื้อราและแมลงที่จะเข้าอยู่อาศัยในฟางด้วย เราก็ต้องวางแผนต่อจะรับมือเชื้อราโคนต้นและแมลงอย่างไร ไตรโคเดอร์มาเราก็ต้องหาวิธีวางแผนการใช้อย่างเหมาะสมเพื่อแก้ปัญหาสิ่งนี้ แต่ก็พึงระวังใส่ไตรโคเดอร์แล้วยังฉีดยาฆ่าเชื้อรามันจะขัดแย้งกัน
นอกจากความชื้นแล้วทิศทางลมก็สำคัญ ลมหลักเลยคือลมมรสุมจะพัดตลอดปี ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือจะพัดช่วงพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์พัดข้ามปีใหม่ ภูมิภาคที่โดนผลกระทบหนักสุดคือเหนือและอีสาน ลงแรงอากาศแห้งและเย็นจะเตรียมรับมืออย่างไรอันนี้ต้องวางแผน การคลุมฟางหนาๆ และสร้างแนวกันลม(ปลูกพืชแนวกันลม)ก็เป็นทางออกที่ดีถ้าไม่มีแนวกันลมธรรมชาติ ส่วนลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดในเดือนพฤษภาคมถึตุลาคม ภาคที่โดนผลกระทบหนักสุดคือภาคใต้และตะวันออกเพราะลมแรงฝนชุกการวางแผนป้องกันลมจึงจำเป็น
ส่วนพายุหมุนเขตร้อนไต้ฝุ่น โซนร้อน มักจะเกิดช่วงสิงหาคมถึงตุลาคม ที่ต้องวางแผนคือทางระบายน้ำสำหรับการรองรับปริมาณน้ำฝนจำนวนมากอันนี้ก็ต้องดูตามพื้นที่ บางปีอาจมีลมแรงด้วยแต่ไม่บ่อยนักเพราะเราอยู่ไกลจุดกำเนิดพายุหมุน
วันนี้ขอแค่นี้ครับ วันหน้าเดียวจะหาข้อมูลเชิงหลักการมาเสนอเพื่อปรับใช้กันต่อไป



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น